Table of Contents
การสิ้นสุดสัญญาจ้างงานไม่ใช่แค่การเดินแยกทางกัน แต่มีเรื่องของ "สิทธิหน้าที่" และ "เม็ดเงิน" เข้ามาเกี่ยวข้อง หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่เข้าใจกฎหมาย อาจนำไปสู่การฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ บทความนี้ Legal Unit สรุปทุกประเด็นสำคัญตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาฝากทุกท่าน
1. การเลิกจ้างคืออะไร?
คือการที่นายจ้างแสดงเจตนาไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นการให้ออกเพราะทำผิด หรือให้ออกเพราะเหตุผลทางธุรกิจ ซึ่งนายจ้างมีหน้าที่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า หรือจ่ายเงินชดเชยตามที่กฎหมายกำหนด

2. สัญญาจ้าง 2 รูปแบบ บอกกล่าวล่วงหน้าต่างกันอย่างไร?
ก. สัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน
สัญญาที่ระบุวันเริ่มและวันสิ้นสุดชัดเจน (เช่น จ้าง 1 ปี) เมื่อครบกำหนดสัญญาจะสิ้นสุดลงทันที นายจ้างไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า
ข้อควรระวัง: แม้สัญญาจะสิ้นสุดลงตามกำหนดเวลา แต่นายจ้างยังคงมีหน้าที่ต้องจ่าย "ค่าชดเชยตามอายุงาน" เว้นแต่จะเป็นงานในลักษณะ "โครงการ" หรือ "งานตามฤดูกาล" ตามเงื่อนไขดังนี้
- งานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจ: ต้องเป็นงานที่มีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดที่แน่นอน
- งานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราว: งานที่มีกำหนดการสิ้นสุดหรือความสำเร็จของงานชัดเจน
- งานตามฤดูกาล: การจ้างงานเฉพาะในช่วงเวลาของฤดูกาลนั้นๆ และได้พรรณนางานไว้ชัดเจนในสัญญาจ้าง
สรุปคือ: หากไม่ใช่การจ้างงานใน 3 ประเภทข้างต้น แม้จะเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดเวลา (เช่น จ้างรายปีต่อเนื่อง) เมื่อสัญญาจ้างสิ้นสุดลงและนายจ้างไม่จ้างต่อ นายจ้างยังคงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามฐานอายุงานของลูกจ้าง
ข. สัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา (สัญญาปลายเปิด)
รวมถึงการ "ทดลองงาน" ด้วย นายจ้างต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้าง เพื่อให้มีผลเลิกจ้างในงวดถัดไป
ข้อควรระวังสำหรับนายจ้าง การทดลองงาน (Probation) แม้จะระบุว่า "ถ้าไม่ผ่านโปรให้ออกได้ทันที" แต่ทางกฎหมายถือเป็นสัญญาที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน นายจ้าง "ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า" หรือจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเสมอ
3. เงินที่ลูกจ้างควรได้รับเมื่อถูกเลิกจ้าง
เมื่อเกิดการเลิกจ้าง (โดยที่ลูกจ้างไม่ได้ทำความผิด) นายจ้างมีหน้าที่จ่ายเงินดังนี้:
ก. ค่าจ้างค้างจ่าย (ตามการทำงานจริง)
ต้องจ่ายตามจำนวนวันที่ลูกจ้างมาทำงานจริงจนถึงวันสุดท้าย
- ตัวอย่าง: ทำงานถึงวันที่ 20 มีนาคม ก็ต้องได้รับค่าจ้างของทั้ง 20 วันนั้น
ข. สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า (ค่าตกใจ) ตามมาตรา 17 และ 17/1 พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ
หากนายจ้างต้องการให้ลูกจ้าง "ออกทันที" โดยไม่รอให้ครบงวดการบอกกล่าว นายจ้างต้องจ่ายเงินเท่ากับค่าจ้างที่ลูกจ้างควรจะได้รับเสมือนว่าได้ทำงานจนถึงวันที่การบอกกล่าวมีผล
ตัวอย่างการคำนวณ (กรณีจ่ายเงินเดือนทุกวันที่ 25)
ตัวอย่าง

- บอกเลิกจ้างวันที่ 20 มีนาคม: ถือว่าบอกก่อนถึงกำหนดจ่ายค่าจ้าง (25 มีนาคม) ผลการเลิกจ้างจะมีผลในงวดถัดไปคือ 25 เมษายน (หรือสิ้นเดือนเมษายนตามรอบงาน) นายจ้างต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า (ค่าตกใจ) ตั้งแต่วันที่ให้ออก จนถึงวันที่การเลิกจ้างมีผลตามกฎหมาย
- บอกเลิกจ้างวันที่ 26 มีนาคม: ถือว่าบอกหลังจากเลยกำหนดจ่ายค่าจ้างไปแล้ว ผลการเลิกจ้างจะมีผลในงวดถัดไปอีกหนึ่งรอบ คือวันที่ 25 พฤษภาคม (หรือสิ้นเดือนพฤษภาคมตามรอบงาน) นายจ้างต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า (ค่าตกใจ) ตั้งแต่วันที่ให้ออก จนถึงวันที่การเลิกจ้างมีผลตามกฎหมาย
ค. ค่าชดเชยตามอายุงาน (มาตรา 118)
ลูกจ้างที่ทำงานติดต่อกันครบ 120 วันขึ้นไป มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามอายุงาน ดังนี้

หมายเหตุ: หากทำงานไม่ครบ 120 วัน นายจ้างไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าชดเชยส่วนนี้
4. ข้อยกเว้น: กรณีที่นายจ้าง "ไม่ต้องจ่าย" ค่าชดเชย
กฎหมายคุ้มครองนายจ้างเช่นกัน หากลูกจ้างมีพฤติกรรมดังต่อไปนี้ นายจ้างสามารถเลิกจ้างได้ทันทีโดยไม่จ่ายค่าชดเชยและค่าตกใจ
- ทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนากับนายจ้าง
- จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย
- ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง
- ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน โดยได้รับหนังสือเตือนแล้ว (ยกเว้นกรณีร้ายแรงไม่ต้องเตือน)
- ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร
- ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุด
สรุปสิ่งที่ฝ่ายบริหารและ HR ต้องเข้าใจ
การเลิกจ้างแม้จะเกิดขึ้นในระหว่างทดลองงานก็ "ไม่มีข้อยกเว้นเรื่องการบอกกล่าว" นายจ้างต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือเสมอ หากไม่แจ้งล่วงหน้าตามงวดการจ่ายค่าจ้าง นายจ้างต้องรับผิดชอบจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรา 17 และ 17/1 แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน เพื่อให้การเลิกจ้างนั้นถูกต้องตามกฎหมายและเป็นธรรม
บทสรุปจาก Legal Unit
การเลิกจ้างเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ "พลาดไม่ได้" โดยเฉพาะการแยกแยะประเภทสัญญาจ้างที่มักเป็นประเด็นฟ้องร้องมากที่สุด หากท่านไม่แน่ใจว่า
- สัญญาจ้างที่ทำอยู่เข้าเงื่อนไข "งานโครงการ" ที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยจริงหรือไม่?
- ขั้นตอนการเลิกจ้างพนักงานในช่วงทดลองงานของท่าน ถูกต้องตามหลักการบอกกล่าวล่วงหน้าแล้วหรือยัง?
อย่าปล่อยให้ความไม่ชัดเจน กลายเป็นภาระทางภาษีและค่าปรับในอนาคต Legal Unit พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึกเพื่อออกแบบกระบวนการ HR ให้รัดกุมและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
กฎหมายและคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง
การบอกเลิกสัญญาจ้างแต่เดิมบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 582 แต่ปัจจุบันพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ นำบทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติไว้ในมาตรา 17 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนนายจ้างและลูกจ้างจึงไม่มีสิทธิจะตกลงเกี่ยวกับการเลิกจ้างให้เป็นอย่างอื่นได้ การจ้างและเลิกจ้างคดีนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ แล้ว จึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17 ซึ่งให้เลิกสัญญาจ้างโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าไว้ 3 กรณี คือสัญญาจ้างสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดระยะเวลาและนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเนื่องจากลูกจ้างกระทำผิดกรณีใดกรณีหนึ่งตามมาตรา 119 และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 โดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17 มิได้มีข้อยกเว้นว่าการเลิกจ้างในระหว่างทดลองงานนั้นไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เข้าทั้ง 3 กรณีดังกล่าวตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17 วรรคหนึ่งและวรรคท้ายจำเลยจึงต้องบอกเลิกสัญญาจ้างเป็นหนังสือให้โจทก์ทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใดเพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไป เมื่อจำเลยบอกเลิกสัญญาจ้างโจทก์โดยมิได้บอกกล่าวล่วงหน้าจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯมาตรา 17 วรรคสองและวรรคสี่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2364/2545
สัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 กำหนดว่า ในระหว่างระยะเวลาทดลองงาน หากจำเลยที่ 1 เห็นว่าผลการปฏิบัติงานของโจทก์ไม่เป็นที่น่าพอใจ จำเลยที่ 1 มีสิทธิยกเลิกการจ้างงานโดยไม่จำต้องแจ้งให้โจทก์ทราบล่วงหน้า และโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินค่าชดเชยจากจำเลยที่ 1 ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 พิจารณาแล้วเห็นว่าผลการปฏิบัติงานของโจทก์ไม่เป็นที่พอใจและบอกเลิกสัญญาจ้าง จึงเป็นการเลิกจ้างตามข้อตกลงที่ระบุไว้อันเป็นการใช้สิทธิโดยชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386วรรคหนึ่ง มิใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควร มิใช่การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม




